Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
 
 
 
 
 
 
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

   


หากไม่นับรวมความสำเร็จของ “ยามาฮ่า” ในระดับโลก ที่ครองถ้วยโมโตจีพีมาครองแบบผูกขาดในหลายปีหลัง คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความยิ่งใหญ่ของ “ปิโตรนาส ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม” ว่าที่แชมป์เอเชีย 3 สมัย จาก 4 ปีที่เข้าแข่งขัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง และพิสูจน์ให้เห็นความสามารถของทีมแข่งไทยแท้ทีมนี้ได้เป็นอย่างดี

การเติบโตของ “ปิโตรนาส ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม” นับเป็นการก้าวตามลำดับขั้นที่น่าสนใจ ภายใต้การบริหารของหัวเรือใหญ่อย่าง “คุณแดง” กรธัช แก่นจันทร์ดา ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกีฬายานยนต์ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ที่จริงจังกับการพัฒนาทีมแข่งอย่างมืออาชีพโดยยึดถือการทำทีมแบบ “Step by step”

กรธัช ที่กำลังพาทีมป้องกันแชมป์เอเชียในปี 2010 เปิดเผยว่า “จุดเด่นของทีมเราคือ การพัฒนาทุกอย่างจากโครงสร้างที่มาจากคนไทยล้วน ๆ เราคือทีมไทยแท้ที่พิสูจน์ให้คู่แข่งในระดับนานาชาติเห็นว่า คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”

นิยามสั้น ๆ จากมุมมองของ กรธัช ผู้บริหารทีม น่าจะชี้ให้เห็นเอกลักษณ์ของ “ปิโตรนาส ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม” ได้อย่างชัดเจน

การขยับขึ้นไปสู่การแข่งขันระดับเอเชียในปี 2007 นั่นคือ 4 ปีที่ผ่านมา ในรายการ ปิโตรนาส เอเชีย โรด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ โดยมี “เจ้าตั้น” เดชา ไกรศาสตร์ และ “เจ้าเบียร์” เฉลิมพล ผลไม้ เป็นคู่หูนักบิดในทีม ด้วยเป้าหมายแรก คือติดเพียงท็อป 10 ทว่าพวกเขากลับสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับทีม ด้วยการคว้าแชมป์เอเชียได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ลงชิงชัย จากผลงานของ เดชา

เมื่อกล่าวถึงความสำเร็จในปีแรก (2007) กรธัช เผยว่า “เริ่มแรกเราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ขอแค่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อน และอยากจบปีแรกในกลุ่มหัวแถว แต่ทำไปทำมา “ตั้น” (เดชา) กลับคว้าแชมป์เอเชียมาครองได้ตั้งแต่ปีแรกที่ลงแข่ง นับว่าเซอร์ไพรส์มาก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวที่รวดเร็วของนักแข่ง แม้ทีมของเราจะต้องประสบปัญหามากมายก็ตาม”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้จะไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงในปีแรก แต่การคว้าแชมป์มาครองได้ นับเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่เกิดขึ้นภายใต้การทำงานอย่างหนักของทีมงาน รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดี

“ในปีแรกเราต้องมีปัญหาในการพัฒนารถให้นิ่ง โชคดีที่มี “น้าหั่งโมดิฟาย” เป็นที่ปรึกษาและนำประสบการณ์ที่มีอยู่เข้ามาช่วย ทำให้เรามีก้าวที่ดีกว่าคู่แข่ง ถือเป็นการเติมเต็มที่ยอดเยี่ยมภายในทีม”

“พอเข้าสู่ปีที่ 2 ในเวทีเอเชีย ทุกอย่างเริ่มลงตัว เมื่อได้ศึกษาจากข้อผิดพลาดต่าง ๆ จากปีแรก แต่กลับต้องโชคร้าย เมื่อ เดชา ล้มและบาดเจ็บอย่างหนักในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล เราจึงไม่สามารถรักษาแชมป์ได้ นับเป็นบทเรียนหนึ่งของเราในการบริหารทีม”

ภายหลังความผิดหวังจากปี 2008 “ปิโตรนาส ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม” ก็กลับมาทำการบ้านใหม่ พร้อมคัมแบ็กสู่ตำแหน่งแชมป์เอเชียอีกครั้งในปี 2009 จากการแท็กทีมของคู่หูนักบิดในทีมอย่าง เฉลิมพล และ เดชา โดยคราวนี้เป็น เฉลิมพล ที่แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว ด้วยการคว้าแชมป์เอเชียไปครอง พร้อมทั้งพาทีมผงาดครองแชมป์ประเภททีมได้อีกสมัย

ส่วนการแข่งขันในปี 2010  กรธัช เผยว่า “เรายังคงยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของการแข่งขันระดับเอเชีย และเหลือการแข่งขันเพียงสนามเดียวเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาด เราก็จะสามารถรักษาแชมป์ไว้ได้ไม่ยาก”

ความสำเร็จในเวทีเอเชียของ “ปิโตรนาส ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม” ที่กำลังจะคว้าแชมป์ปีที่ 3 ในรอบ 4 ปี ที่เข้าร่วมแข่งขัน หากทำได้ตามเป้า พวกเขาจะได้ฉลองแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ที่สนามโลไซอัล ประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของฤดูกาล 2010

แม้ว่าทีมจะโฟกัสที่การลุ้นแชมป์ในศึก เอเชีย โรด เรซซิ่ง... แต่เมื่อมีโอกาสไปหาประสบการณ์ในเวทีที่สูงกว่า “ปิโตรนาส ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม” ก็ไม่พลาดที่จะเข้าแข่งขันรายการ ออล เจแปน โรด เรซ แชมเปี้ยนชิพ โดยในปี 2010 ได้ร่วมดวลกับบรรดานักบิดอาทิตอุทัย 1 ครั้ง ที่สนามซูโก้ แถมยังสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซ จากชัยชนะของ เฉลิมพล ที่สร้างเซอร์ไพรส์ บิดคว้าแชมป์ในรุ่น ST600 โดยมี เดชา เป็นอันดับ 3 นับเป็นครั้งแรกที่นักบิดจากต่างชาติสามารถคว้าแชมป์จากศึกออล เจแปน มาครองได้

“ผลงานที่ซูโก้ สร้างชื่อให้เราอย่างมาก ผมแทบไม่เชื่อสายตาว่า ทั้ง เฉลิมพล และ เดชา จะทำได้ แต่ด้วยความมั่นใจ ทำให้พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญ เฉลิมพล ยังทำลายสถิติประจำสนามได้ด้วย พอแข่งเสร็จ มีทั้งสื่อจากญี่ปุ่นและหลายประเทศ รวมถึงทุกทีมให้ความสนใจทีมเราเป็นพิเศษ เพราะไม่เชื่อสายตาว่าทีมโนเนมจากเมืองไทยจะมาคว้าชัยชนะไปจากพวกเขาได้”

จากความสำเร็จในออล เจแปน ส่งผลให้ กรธัช ที่มั่นใจในตัว 2 ขุนพล รวมถึงทีมงานอย่างเต็มเปี่ยม ตั้งเป้าจะโฟกัสใน ออล เจแปน โรด เรซ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลหน้าแบบเต็มฤดูกาล

“พอเราประสบความสำเร็จในระดับเอเชียแล้ว จึงพยายามมองหาเวทีที่ใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น ผมมั่นใจว่าเราไม่เป็นสองรองใครในเอเชีย จะมีก็เพียงญี่ปุ่นที่เป็นความท้าทายใหม่ กีฬามอเตอร์สปอร์ตในญี่ปุ่นมีความเป็นมืออาชีพสูง และที่นั่นนักกีฬามอเตอร์สปอร์ตเปรียบเสมือนฮีโร่ ซึ่งส่งผลให้กีฬาความเร็วในบ้านเขาเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรฐานเทียบชั้นระดับโลกเลยทีเดียว”

อย่างไรก็ดี แม้จะมีนิยามการทำทีมแบบก้าวทีละขั้น แต่ กรธัช ยังกล่าวถึงการแข่งขันระดับโลกอย่าง “เวิลด์จีพี” ว่า “หากมีโอกาสก้าวกระโดด เราก็อยากเข้าร่วมการแข่งขันในรุ่นโมโตทู แต่ยังติดตรงที่กฎการแข่งขันบังคับให้ใช้เครื่องยนต์ของฮอนด้า ซึ่งอยู่คนละสังกัดกับเรา และมั่นใจว่าด้วยศักยภาพของทีมและนักแข่งทั้ง เดชา และ เฉลิมพล จะทำให้เราเกาะอยู่ในกลุ่มท็อป 10 ของโมโตทู ได้ไม่ยาก”

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จทุกอย่างต้องมีปัจจัยที่ลงตัว โดย กรธัช กล่าวถึงทีมว่า “เรามีองค์ประกอบที่ยอดเยี่ยม และที่สำคัญ ทุกคนในทีมคือไทยแท้ ทั้ง เดชา และ เฉลิมพล เป็นคู่หูที่ลงตัว มีทั้งบู๊และบุ๋น ส่วนทีมช่างและแม็คคานิกส์ ก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการเซ็ตอัพที่ทำให้เราเหนือกว่าคู่แข่งได้ ผมสามารถพูดได้เลยว่า เราคือทีมไทยแท้ ที่จะนำความสำเร็จมาสู่ประเทศไทย”

เส้นทางความสำเร็จของ “ปิโตรนาส ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม” นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการบิด 2  ล้อเมืองไทย แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือก้าวต่อไปของพวกเขา... ที่ “ยามาฮ่า” มั่นใจเหลือเกินว่า จะสามารถนำความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่มาสู่ประเทศชาติ...

กลับสู่หน้าข่าวแข่งมอเตอร์ไซค์ในประเทศ
>>>><<<<
  

 
 
news   race     gallery      webboard      contact us