“ตรัย” ตรัยธนิษฐ์ ฉิมตะวัน นักขับจากค่ายสิงห์ เรซซิ่ง สคูล ผู้นำในตารางแชมเปี้ยนชิพไทยแลนด์ทัวริ่งคาร์ เผยเกือบลงแข่งเรซ 2 ที่แก่งกระจานไม่ทัน หลังรถเสียหายจากอุบัติเหตุ ขณะไล่บี้กับ “ต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี เพื่อนร่วมทีม เจ้าตัวยกเครดิตให้ทีมช่างที่ทีมงานถวายชีวิต ชี้เหมือนฉากในหนัง รถเสร็จทันก่อนแข่งเพียง 10 นาที เท่านั้น
Motorsport Lives Special
ประจำวีกนี้เราจะไปติดตามสถานการณ์ลุ้นแชมป์ใน ศึก ไทยแลนด์ ทัวริ่งคาร์ แชมเปี้ยนชิพ 2010 กำลังอยู่ในช่วงที่เข้มข้นที่สุดของฤดูกาล เมื่อ 2 นักขับจากค่าย สิงห์ เรซซิ่ง สคูล อย่าง ปิติ ภิรมย์ภักดี และ ตรัยธนิษฐ์ ฉิมตะวัน ต้องขับเคี่ยวกันเอง โดยภายหลังการเก็บคะแนนเรซที่ 6 ของการชิงแชมป์ประเทศไทย ตรัยธนิษฐ์ ยังคงรักษาตำแหน่งจ่าไว้ได้ โดยมีคะแนนนำ ปิติ เพียง 6 คะแนนเท่านั้น
โดยในการแข่งขันเรซที่ 5 ก็เกิดเหตุพลิกผัน เมื่อ ตรัยธนิษฐ์ ที่พยายาม ไล่แซง ปิติ กลับเสียการควบคุมรถจนหลุดโค้ง ไปชนกับขอบสนามจนด้านหน้าขวาของรถเสียหายหนักอย่างหนัก ต้องออกจากการแข่งขันแบบไร้แต้ม ขณะที่ทีมช่างลงความเห็นว่าไม่สามารถซ่อมแซมรถได้ทันแข่งในเรซที่ 6 อย่างแน่นอน
จบเกมในเรซที่ 5 ตรัยธนิษฐ์ ซึ่งลุ้นแชมป์ประเทศไทยมีแต้มเหนือ ปิติ เพียง 11 แต้มเท่านั้น และหาก ตรัยธนิษฐ์ ไม่สามารถลงแข่งในเรซ 6 ได้ คะแนนในตารางแชมเปี้ยนชิพจะเสียเปรียบทันที ส่งผลให้ทีมช่างต้องพยายามทำทุกทางเพื่อให้รถแข่งสามารถลงชิงชัยได้ทันเรซที่รออยู่
ก่อนจะสามารถนำรถแข่งเข้าร่วมการแข่งขันได้ภายในเวลาที่ปากทางพิตจะเปิด และผ่านการตรวจสภาพของกรรมการดูแลการแข่งขัน โดยในเรซนี้ ตรัยธนิษฐ์ จบการแข่งขันด้วยอันดับ 4 ขณะที่ ปิติ คว้าชัยเป็นเรซที่ 2 ติดต่อกันจากแก่งกระจานเซอร์กิต ส่งผลให้เกมในรุ่นไทยแลนด์ ทัวริ่งคาร์ แชมเปี้ยนชิพ ต้องลุ้นแชมป์ประเทศไทยกันในสนามสุดท้ายที่ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (พัทยา) ด้วยความได้เปรียบของ ตรัยธนิษฐ์ ที่ยังมีแต้มนำอยู่ 6 คะแนน
ตรัยธนิษฐ์ ที่ลงแข่งได้ทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด เปิดเผยว่า “เสียดายมากครับที่ไม่สามารถมีแต้มจากเรซที่ 5 ได้ แถมความเสียหายจากอุบัติเหตุในเรซนี้ก็สร้างความยากลำบากให้เราเป็นอย่างมาก ผมพยายามหลีกเลี่ยงการชนจนพลาดหลุดโค้งออกไปชนกำแพง หน้าขวาของรถเสียหายมาก คานยุบเเข้าไป ตัวถังดุ้งไปถึงข้างหลัง โดยหลังจากที่คุยกับทีมช่างที่ลงความเห็นว่าให้เก็บของกลับได้เลย แต่ผมยังมีลุ้นแชมป์ประเทศไทยเลยขอร้องให้ทีมงานช่วยกัน และสุดท้ายก็พยายามเร่งมือทำงานกันอย่างหนัก เพื่อให้ทันแข่งในวันรุ่งขึ้น”
“ผมได้ขอร้องให้ทีมช่างทำยังไงก็ได้ให้ลงแข่งได้ ก็คุยกันว่าจะทำเท่าที่ทำได้ กว่าจะเริ่มงานกันก็เกือบทุ่มแล้ว ทีมช่างบางคนแยกกลับไปเอาชิ้นส่วนที่อยู่อู่กรุงเทพ แล้วก็ติดต่อให้อีกทีม ไปถอดชิ้นส่วนของรถอีกคันเพื่อจะเอามาใส่ เพราะร้านอะไหล่ปิดหมดแล้ว งานแรกคือต้องดึงตัวถัง ซึ่งอู่ที่เจอตั้งอยู่กลางป่า (ห่างจากสนามประมาณ 5 กม.) เป็นอู่เคาะรถสิบล้อ ไม่มีเครื่องมีอะไรเลย แต่ต้องขอบคุณช่างที่นั่นมากเพราะ ถ้าไม่ได้เขาผมก็คงไม่ได้รถกลับมาขับ มีเสาไม้ต้นนึง เหล็กแป็บ อีกสามสี่ท่อน ลูกรอกโซ่ พร้อมกับ แก๊สเป่า ก็ทั้งดึงทั้งดันทั้งตอกทั้งทุบ ให้แชสซีกลับเข้ามาอยู่ในสภาพเดิม เพื่อใส่คานให้ได้จนถึงตีสาม รถก็ยังไม่กลับมาอยู่ในสภาพที่ใส่คานล่างได้สำเร็จ ตีห้าช่างพึ่งจะหย่อนเครื่องกลับลงไปได้ แต่แก๊สที่อู่ดันหมด เลยต้องหยุดงานไว้แค่นั้น”
“จากนั้นพอรุ่งเช้าได้แก๊สมาแล้ว ก็เคาะ เป่า ดัน ดึง ดูด ทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อที่จะทำคานหม้อน้ำยึดไฟหน้า ยึดทุกอย่างให้เข้าที่ให้ได้ สิบเอ็ดโมง ปัญหาใหญ่อีกเรื่องก็ตามเข้ามาคือ ไม่มีกระจกหน้า หามาได้แต่กาว ผมเลยเสิร์ชหาทางกูเกิ้ล พอเจอร้านกระจกและเช็คว่ามีของแล้ว จึงโทรหาแฟนคลับที่กำลังขับรถกระบะมาให้กำลังใจ ต้องขอบคุณพวกเขามาก โดยผมต้องรบกวนให้ไปเอากระจกที่ร้านมาให้ พร้อมกับให้พาช่างมาด้วย เพราะถ้าไม่มาผมก็ไม่ได้แข่ง”
ในเวลาเที่ยงวันของวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน ตรัยธนิษฐ์ ที่ลุ้นอย่างหนักติดต่อไปหาฝ่ายจัดการแข่งขันถึงเวลาที่ปากทางพิตเปิดโดยคำตอบที่ได้รับคือ 13.25 น. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และในขณะนั้น ทีมช่างสามารถใส่คานล่างได้แล้ว และกำลังพยายามใส่คานบน เพื่อยึดหม้อน้ำอยู่ แต่การทำงานภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้น ยิ่งรีบก็ยิ่งใส่ไม่ลง ทำให้การใส่ไฟหน้า คานแก้มหน้า กันชนหน้า และฝากระโปรง ดำเนินไปด้วยความยากลำบาก
ตรัยธนิษฐ์ กล่าวถึงสถานการณ์ ตอนนั้นว่า “เวลาเที่ยงครึ่งเราเริ่มทำการเลาะกระจกหน้าออก ผมไปช่วยช่างดันจนโดนกระจกบาดนิ้ว จนต้องปฐมพยาบาลกันเลยทีเดียว ตอนนั้นยังไม่ได้ลองสตาร์ทเครื่อง ไม่ได้เช็คเกียร์อะไรเลย เพราะทุกอย่างไม่ทัน ก่อนที่บ่ายโมงกระจกรถพึ่งมาถึง มีเวลาเหลือแค่สิบห้านาที ในการติดตั้งกระจกหน้า ตอนนั้น หม้อน้ำยึดได้แล้ว ไฟหน้ายังติดตั้งไม่ได้ ช่างเติมน้ำมันเครื่อง เติมน้ำ ใส่ล้อ เช็คทุกอย่างเท่าที่จะทำได้”
“บ่ายโมงสิบนาที ผมใส่ชุดแข่งใส่หมวกกันน็อค รัดเบลท์ขึ้นไปนั่งรอบนรถ ภาพข้างหน้าคือ ทีมช่าง รุมกัน แปะ ตัด ร้อย ชิ้นส่วนข้างหน้า ให้อยู่ในสภาพรถให้ได้ สภาพนี้คือถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีทางเปิดฝากระโปรงรถได้อีกเลย บ่าย โมงยี่สิบ ต้องไปแร็ววว ทำการสตาร์ทเครื่องครั้งแรก ติด!!! ผมจึงรีบบึ่งรถแข่งไปยังสนามแก่งกระจานเซอร์กิต ปรากฏว่าที่สนามฝนตกลงมาอย่างหนัก และสร้างความแปลกใจให้ทุกคนมาก เพราะคิดว่าผมคงมาแข่งไม่ทันแล้ว”
“หลายๆ คิดว่าผมคงจะไม่มาลงแข่ง หรือซ่อมรถไม่ทัน เพราะรถแข่งไม่จอดอยู่ที่พิต แถมนักขับและทีมช่างก็ไม่อยู่ โดยตอนที่มีประกาศให้นักขับทุกคนนำรถมารอที่ปากทางพิต ก็ยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเลย แต่ตอนนั้น เสียงรถแข่งก็ดังมาแต่ไกล “ไอ้ตรัยมันเอาว่ะ !!” (เพื่อนผมพูดให้ฟังทีหลัง) พอถึงจุดตรวจสภาพก็พุ่งเข้าไปให้เจ้าหน้าที่เช็คความเรียบร้อย ว่าแข่งได้หรือเปล่า ปรากฏว่าผ่าน แล้วผมก็ขับเข้ามาแล้วก็ออกไปจุดสตาร์ท โดยมีควันโขมงออกมาจากรถ ขณะที่ทีมช่างเองยังต้องมาตามแปะเทปกาว เพราะตอนนั้นเรียกได้ว่ารถอยู่ได้ด้วยเทปกาวจริงๆ”
“พอนำรถเข้าสู่กริดสตาร์ทได้ ช่างมาบอกปั๊มพาวเวอร์รั่วให้ปิด ส่งผลให้พวงมาลัยหนักกว่าเดิมมาก แต่ไม่มีทางเลือก ศูนย์ก็ไม่มีเวลาตั้ง ผมบอกช่างให้ปรับช่วงล่างเป็นแบบฝนให้หน่อย ช่างบอกปรับไม่ได้เพราะเปิดฝากระโปรงไม่ได้แล้ว ผมบอกเปลี่ยนยางให้หน่อยได้มั้ย ช่างบอกไม่ได้เพราะเครื่องมืออยู่บนรถกระบะ วิงค์หลังก็ไม่มี ช่างยืนเช็คล้อด้วยสายตา แล้วก็มาบอกว่า มันโย้ไปข้างนึงเลยนะ ตรัย ก่อนเดินมาตบไหล่เบาๆ แล้วก็บอกว่า ช่วยตัวเองนะตรัย”
นอกจากนี้ ตรัยธนิษฐ์ ยังเผย อีกว่า “เข้าสู่รอบวอร์มอัพ มีน้ำกระเด็นมาที่กระจกหน้า ผมกดปุ่มปัดน้ำฝน ปรากฏว่าไม่มีใบปัดน้ำฝนติดมาด้วย มองข้างหน้าไม่เห็นเลยครับ พอออกสตาร์ท ผมนำไปก่อนแต่พอถึงโค้งข้างบน ผมเปิดให้กลุ่มคลาสเอ ขึ้นไปเลยครับ เพราะคิดว่ารถเรายังไม่ได้เช็คกลัวได้ไม่คุ้มเสีย ก็เลยต่อท้ายพี่บอย (ขจรศักดิ์ ณ สงขลา) ไป ขับได้ซักพักพอรู้ว่าพอไปได้ ก็เริ่มไล่ตามพี่บอย แต่ด้วยพวงมาลัยที่หนักมาก บวกกับรถที่เบี้ยวไปทั้งคัน และช่วงล่างที่เซ็ตมาเพื่อขับในแทร็กแห้ง ทำให้ขับยากมากๆ แถมโดน โทมัส ราลดอร์ฟ ไล่หลังเข้ามาอีก เลยพยยามเร่งเครื่องขึ้นไปจี้ พี่บอย ก่อนประคองให้จบเกมได้ในอันดับ 4 ถือว่าผ่านมาได้อย่างหวุดหวิด เหมือนในหนังเป๊ะ”
ส่วนในการแข่งขันสนามหน้า ตรัยธนิษฐ์ เผยว่า “ต้องพยายาม ทำให้เต็มที่ เพราะมีแชมป์ประเทศไทยเป็นเดิมพันอยู่ ส่วนผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร ต้างตามไปลุ้นกันที่ พีระฯ เซอร์กิต ในปลายเดือนหน้าครับ”
ทั้งนี้ ศึก โปร. เรซซิ่ง ซีรีส์ ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2010 จะมีคิวควลความเร็วสนามสุดท้ายในวันที่ 30-31 ตุลาคม นี้ ที่ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (พัทยา) เชื่อเหลือเกินว่าอุณหภูมิการลุ้นแชมป์ในรุ่น ไทยแลนด์ ทัวริ่งคาร์ จะทำให้เกมดำเนินไปอย่างเข้มข้น... |